
ผม: ไป๊ๆว่างปะ
ไป๊ (น้องชาย) ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของ Platform Coffee Market Place หนึ่งเดียวในประเทศไทย Cafnco 😁
ไป๊: อือ
ผม: พี่ตั้มกำลังเรียน Coding อะ สอนเรื่อง API หน่อยดิ มันต่อยังไงอะ
ไป๊: พี่ตั้มเอาคอมมา ลองทำเลย
ผม: ไป๊เริ่มยังไง เก็บข้อมูลไงอะ แล้วพวก Coding อะ จำยัง
ไป๊: ทำเลย ยังไม่ต้องสนใจเรื่องพวกนั้น
บทเรียนแรกจาก CEO หนุ่มไฟแรง คือ “ลงมือทำ”
ครับ ด้วยความเป็นคนที่ไม่ค่อยเป็นระเบียบ และจับจดพอสมควร เลยยังกังวลอยู่ กลัวว่าเรียนไปทำไป แล้วไม่มีเวลาทวน สุดท้ายก็ลืมอีก จะทำยังไง 🥹
ถ้าจำในตอนแรกได้ ผมได้พูดถึงเรื่อง Lifelong Learning การเรียนรู้ตลอดชีวิตไว้ จั่วหัวก่อนว่า ผมเชื่อในเรื่องนี้มาก การที่ผมเห็นตัวเอง Connect the dot ไปเรื่อย ๆ มันเป็นเหมือนการผจญภัยที่ยังคาดเดาไม่ได้ ดูตัวเองเติบโต เรียนรู้เรื่องราวใหม่ ๆ ไปเรื่อย ๆ สนุกกับทุกวัน แต่บางครั้งเมื่อเวลาคุณมีจำกัด และคุณอยากรู้ไปซะทุกสิ่ง ปัญหาจึงบังเกิด 😰 งานบริหารเรื่อง Data AI ก็อยากรู้ Agentic AI ก็อยากเรียน Coding เบื้องต้นก็อยากทำ ความอยากรู้ไปมันทำให้ Focus ไม่ได้ ก่อนหน้านี้ผมก็หาทำมาก พึ่งเรียนจบ ป.โทมาหมาด ๆ ดันอยากรู้เพิ่ม ดันไปลงเรียน Course เพิ่มเกี่ยวกับ AI ของ NUS (National University of Singapore) Chief Data Analytic and AI Officer Programme เป็นไงหละครับ ไม่ทันซักอย่าง 💔 เลยพยายามมานั่งตกผลึกกับปัญหาของตัวเองแล้ว List มันออกมาเผื่อจะหา Solution กับมันได้บ้าง
- อยากเรียนให้ไว (Learn Fast) แต่ไม่ลืมทำยังไง
- อยากทำโปรเจค (Proof of Concept) แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง
- อยากจัดระบบกับสิ่งที่เรียนมา (Knowledge Management) แต่ไม่รู้จะจัดการยังไง
- อยากจัดการกับองค์ความรู้ที่เข้ามาตลอดเวลา (High Velocity) แต่ไม่รู้ว่าจะจัดระเบียบมันอย่างไร
โชคดีได้มีโอกาสเรียน เรื่อง Design Thinking จาก Project X ของ Siam Motor Group ผมว่าเครื่องมือนี้มันทรงพลัง มันทำให้เรารู้จักตั้งคำถามกับปัญหาที่เราเจออยู่ เมื่อเราเริ่มตั้งคำถามระบุปัญหา กำหนดกรอบ ทิศทางของการแก้ปัญหานั้นอาจจะเป็นรูปเป็นร่างขึ้น หลาย ๆ คนอาจจะอาจจะคุ้นชินกับ “How might we” Framework ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Design Thinking Process ซึ่งมีไว้สำหรับตั้งคำถามให้ครอบคลุม เจาะจง
Every problem is an opportunity for design. By framing your challenge as a How Might We question, you’ll set yourself up for an innovative solution.
Design Kit
ออกตัวก่อนครับว่า ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในการใช้เครื่องมือนี้ แค่รู้สึกว่าเครื่องมือนี้จะช่วยให้ผมหา Solution ได้ เพราะฉะนั้น ขออนุญาตไม่ลงลึกกับกระบวนการ Design Thinking นะครับ
จากที่ได้ลอง List ปัญหามาดู ผมได้ Reframe คำถาม How might we มาได้ดังนี้
How might we design learning systems that compound knowledge rather than just accumulate it?
แปลง่าย ๆ เลยคือ เราจะออกแบบระบบเพื่อต่อยอดองค์ความรู้ของเราได้อย่างไร ทีนี้เราก็รู้ Frame ของปัญหาแล้ว เราจะออกแบบระบบการเรียนรู้ของเราได้อย่างไร
อย่างที่ทุกคนทราบกันดีอยู่แล้วว่า สมองของเราจัดเก็บความทรงจำเป็นสองประเภท ความทรงจำระยะสั้นและระยะยาว ย้อนไปสมัยเรียนถ้ายังจำกันได้ ท่องจำข้อสอบกันแทบตาย จำได้ไม่กี่วันก็คืนอาจารย์หมด 😂
แล้วเราจะจำมันได้ยังไง บางคนจำเป็นภาพ สร้าง Mind Map บางคนจำเป็นเรื่องราว สร้าง Story ให้มัน ทุกคนมีรูปแบบในการจำไม่เหมือนกัน แต่ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบไหน สิ่งที่เหมือนกันคือการสร้างความเชื่อมโยง คำถามคือ ในสมัยที่ไม่มีแม้แต่คอมพิวเตอร์ ไม่มีเทคโนโลยี เค้าสร้างระบบในการจำหรือสร้างการเชื่อมโยงได้อย่างไร
ขอแนะนำให้รู้จัก Niklas Luhmann นักสังคมวิทยา นักปรัชญาสังคมศาสตร์ และนักทฤษฎีระบบชาวเยอรมัน ผู้ตีพิมพ์หนังสือมากกว่า 50 เล่มและบทความมากกว่า 600 บทความ ผู้โด่งดังมาจากการจัดระบบ Luhmann’s Zettelkasten

คำว่า “Zettel” ในภาษาเยอรมันแปลว่าชิ้นส่วนของกระดาษ หรือ กระดาษโน้ต คำว่า “Kasten” แปลว่า กล่องหรือตู้ ถ้าเอามารวมกันแล้วแปลตรงตัวจะแปลว่า “ระบบจดบันทึกและจัดการข้อมูลที่ใช้กระดาษโน้ตและกล่อง”
เชื่อมั้ยครับว่า ระบบ Hyperlink ที่เรากด Click แล้วมันจะนำเราไปอีกหน้าเวปนึงอาจจะได้ไอเดียมาจาก Zettelkasten ก็ได้ครับ Disclaim ก่อนว่าอันนี้ผมคิดเอง😅
สมัยนั้นไม่มีคอมพิวเตอร์ ในทุกโน้ตของเค้า เค้าวางระบบสร้างความเชื่อมโยงของโน้ตด้วยโค้ด ในกระดาษแต่ละแผ่นจะมีโค้ดตัวหนังสือผสมกับตัวอักษรที่เป็นตัวบ่งชี้โน้ตเพื่อเชื่อมโยงบทความหรือโน้ตที่มีความเกี่ยวข้องกัน
กลับมาที่คำถาม แล้วเราจะออกแบบระบบการเรียนรู้ที่มันต่อยอดได้ง่ายได้อย่างไร ไม่ใช่แค่สักแต่ว่าเก็บ ๆ จด ๆ กลับมาหาก็ไม่เจอ จำไม่ได้ว่าเก็บไว้ไหน และแล้วผมก็ได้เจอทางออก 😌 …. ใช่แล้วครับ ระบบนี้สนันสนุนการจำแบบสร้างเรื่องราว

ในเรื่องของกลไลการจำระยะยาว เราจะจำได้ เราจะต้องสร้างความเชื่อมโยงระหว่างความทรงจำหนึ่งไปยังอีกความทรงจำหนึ่ง Zettelkasten ถูกออกแบบมาให้จัดการกับความเชื่อมโยงระหว่างเรื่องราวและไอเดียต่างๆ
ผมชอบระบบนี้ตรงมันอธิบายกระบวนการคิดเราได้ตรงไปตรงมาดี เล่าแบบนี้ละกันครับจะได้เห็นภาพ
เคยมั้ยครับ กำลังจะล้มตัวลงนอน เฮ้ย ไอเดียกระฉูด🤯 เปิดไฟหัวเตียง กระดาษปากกาอยู่ไหน มันต้องจด เดี๋ยวลืม เราเรียก Note ส่วนนี้ว่า Fleeting Notes (1) ใหม่มาก สดมาก ยังไม่ได้ย่อย
หลังจากนั้นตื่นมาเช้าอีกวัน เราก็หยิบโน้ตที่เราจดเนี่ยแหละ ไปหาข้อมูลเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นการหา Research จากสิ่งพิมพ์ การเปิด Youtube ดู หรือแม้แต่ฟัง Podcast กระบวนการที่เราเอามาย่อยต่อนั้นเราเรียกว่า Literature Notes (2) ย้ำตรงนี้นิดนึงครับ เราอาจจะแปะ Keyword, tag หรือ Quote นั้นได้ แต่การย่อยนั้นมันควรจะมาจากการสรุปด้วยความเข้าใจของเราเป็นภาษาของเรามากกว่าการ Copy มาทั้งดุ้นจากแหล่งต้นทาง แน่นอนว่ามันใช้พลังในการย่อยค่อนข้างเยอะ แต่เชื่อมั้ยครับ มันจะทำให้เราจำได้ นอกเหนือไปจากนั้นเราควรเก็บแหล่งที่มาให้ชัดเจนในรูปแบบของ Citation Format หรือ References ในอนาคตเผื่อเรานำโน้ตนี้ไปใช้อ้างอิงเราจะได้อ้างอิงมันได้โดยง่าย
หลังจากย่อยแล้ว Step ต่อไป ถ้าใครยังจำได้ในบทความแรก ผมได้กล่าวถึงการแชร์เรื่องราวดี ๆ มันต้องมีการตกตะกอนทางความคิดมี Input ก็ต้องมี Output วันนี้มีโอกาสขยายแล้วครับ 🥹 Output ทีว่าคือการที่เราเอาเรื่องที่เราย่อยหลาย ๆ เรื่องมาถ่ายทอดในมุมของเรา ให้เข้าใจง่าย ๆ อย่างตัวผมเอง Output คือบทความนี้ที่เล่าเรื่อง Second Brain ในมุมมองของผม เราเรียก Note นี่ว่า Permanent Notes (3)
Input (1) + (2) = Output (3)

Fleeting Note (1) + Literature Note (2) > Permanent Note (3)
ในเนื้อหาของ zettelkasten จริง ๆ ยังมีรายละเอียดอีกเยอะครับ ในเรื่องของโครงสร้างของ Note ต่าง ๆ แต่ผมยังจะไม่ลงรายละเอียด ถ้าอยากศึกษาละเอียดแนะนำให้ไปอ่านเพิ่มตาม link ที่ผมแปะไว้ให้ครับ
Introducing You a Second Brain
” A Second Brain enables you to recall everything you might want to remember so you can achieve anything you desire “
ครับจริง ๆ Zettelkasten ก็จัดเป็น Second Brain รูปแบบหนึ่งแบบ Paper based ลองคิดดูครับว่าเราจะต้องใช้ความพยายามขนาดไหนในการจัดเก็บและค้นหาข้อมูลแบบ Paper based ตามโครงสร้างของ Zettelkasten
โชคดีที่เราเกิดมาในยุค Digital เราจึงสามารถจัดเก็บในรูปแบบ Digital Format ได้ สะดวกมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญเหนื่อยน้อยลงเยอะ 😁
ปัจจุบันได้มี Application หรือ Software มากมายที่สร้างขึ้นมาตอบโจทย์ปัญหาดังกล่าว แต่ที่เป็นที่นิยมแพร่หลายผมคัดมาให้ 2 เจ้าหลัก ๆ คือ
- Notion – Cloud base ใช้ง่าย มี Template ให้เลือกเยอะ
- Obsidian – เก็บในรูปแบบ Markdown ไฟล์ทั้งหมดอยู่กับเรา
อันนี้แล้วแต่ความชอบเลยครับ สำหรับผมตอนนี้ใช้ Obsidian อยู่เพราะชอบการที่ Obsidian ใช้ Markdown เป็น Format ในการจัดเก็บข้อมูลและสามารถเก็บใน Local Drive ของเราได้เลย เท่ากับว่าองค์ความรู้จะอยู่กับเราไม่ได้ฝากไว้กับคนอื่น ข้อเสียคือรายละเอียดเยอะ กว่าจะใช้เป็นใช้เวลานาน กะว่าจะลอง Notion ด้วยเหมือนกันว่า อันไหนใช้งานได้เข้ามือกว่า

ครับ ทีนี้พอเราได้แนวคิด วิธีการ และเครื่องมือที่ใช้ในการจัดการแล้ว ที่เหลือคือ ลงมือทำครับ พยายามฝึกใช้ เริ่มต้นอาจจะเริ่มจากการจดโน้ตง่าย ๆ ก่อน หลังจากนั้นถ้าเริ่มรู้สึกว่าโน้ตแต่ละเรื่องมันเริ่มงง เรียกดูยาก ค่อยไปจัดหมวดหมู่จัดแฟ้มมันทีหลัง ทำไปซักพักพอเริ่มจัดการไม่ไหว ค่อยเริ่มจัดระเบียบมัน หากรอบแนวคิดมาช่วยในการจัดการเช่น Zettlekasten PARA Method หรือ CODE แล้วแต่ความชอบ ส่วนตัวผมคิดว่าถ้าเราไปลอกรูปแบบของการจัดการของคนอื่นมากเกินไป เราจะรู้สึกว่า เครื่องมือมันไม่ได้ช่วยทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้น และพอมันยากเกินเราก็จะล้มเลิกมันไปในที่สุด
สุดท้ายนี้อยากให้ลองทำดูก่อนครับ แล้วตัวเราในอนาคตจะขอบคุณเราในวันนี้





Leave a Reply