• ผม: ไป๊ๆว่างปะ

    ไป๊ (น้องชาย) ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของ Platform Coffee Market Place หนึ่งเดียวในประเทศไทย Cafnco 😁

    ไป๊: อือ

    ผม: พี่ตั้มกำลังเรียน Coding อะ สอนเรื่อง API หน่อยดิ มันต่อยังไงอะ

    ไป๊: พี่ตั้มเอาคอมมา ลองทำเลย

    ผม: ไป๊เริ่มยังไง เก็บข้อมูลไงอะ แล้วพวก Coding อะ จำยัง

    ไป๊: ทำเลย ยังไม่ต้องสนใจเรื่องพวกนั้น

    บทเรียนแรกจาก CEO หนุ่มไฟแรง คือ “ลงมือทำ”

    ครับ ด้วยความเป็นคนที่ไม่ค่อยเป็นระเบียบ และจับจดพอสมควร เลยยังกังวลอยู่ กลัวว่าเรียนไปทำไป แล้วไม่มีเวลาทวน สุดท้ายก็ลืมอีก จะทำยังไง 🥹

    ถ้าจำในตอนแรกได้ ผมได้พูดถึงเรื่อง Lifelong Learning การเรียนรู้ตลอดชีวิตไว้ จั่วหัวก่อนว่า ผมเชื่อในเรื่องนี้มาก การที่ผมเห็นตัวเอง Connect the dot ไปเรื่อย ๆ มันเป็นเหมือนการผจญภัยที่ยังคาดเดาไม่ได้ ดูตัวเองเติบโต เรียนรู้เรื่องราวใหม่ ๆ ไปเรื่อย ๆ สนุกกับทุกวัน แต่บางครั้งเมื่อเวลาคุณมีจำกัด และคุณอยากรู้ไปซะทุกสิ่ง ปัญหาจึงบังเกิด 😰 งานบริหารเรื่อง Data AI ก็อยากรู้ Agentic AI ก็อยากเรียน Coding เบื้องต้นก็อยากทำ ความอยากรู้ไปมันทำให้ Focus ไม่ได้ ก่อนหน้านี้ผมก็หาทำมาก พึ่งเรียนจบ ป.โทมาหมาด ๆ ดันอยากรู้เพิ่ม ดันไปลงเรียน Course เพิ่มเกี่ยวกับ AI ของ NUS (National University of Singapore) Chief Data Analytic and AI Officer Programme เป็นไงหละครับ ไม่ทันซักอย่าง 💔 เลยพยายามมานั่งตกผลึกกับปัญหาของตัวเองแล้ว List มันออกมาเผื่อจะหา Solution กับมันได้บ้าง

    1. อยากเรียนให้ไว (Learn Fast) แต่ไม่ลืมทำยังไง
    2. อยากทำโปรเจค (Proof of Concept) แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง
    3. อยากจัดระบบกับสิ่งที่เรียนมา (Knowledge Management) แต่ไม่รู้จะจัดการยังไง
    4. อยากจัดการกับองค์ความรู้ที่เข้ามาตลอดเวลา (High Velocity) แต่ไม่รู้ว่าจะจัดระเบียบมันอย่างไร

    โชคดีได้มีโอกาสเรียน เรื่อง Design Thinking จาก Project X ของ Siam Motor Group ผมว่าเครื่องมือนี้มันทรงพลัง มันทำให้เรารู้จักตั้งคำถามกับปัญหาที่เราเจออยู่ เมื่อเราเริ่มตั้งคำถามระบุปัญหา กำหนดกรอบ ทิศทางของการแก้ปัญหานั้นอาจจะเป็นรูปเป็นร่างขึ้น หลาย ๆ คนอาจจะอาจจะคุ้นชินกับ “How might we” Framework ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Design Thinking Process ซึ่งมีไว้สำหรับตั้งคำถามให้ครอบคลุม เจาะจง

    Every problem is an opportunity for design. By framing your challenge as a How Might We question, you’ll set yourself up for an innovative solution.

    Design Kit

    ออกตัวก่อนครับว่า ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในการใช้เครื่องมือนี้ แค่รู้สึกว่าเครื่องมือนี้จะช่วยให้ผมหา Solution ได้ เพราะฉะนั้น ขออนุญาตไม่ลงลึกกับกระบวนการ Design Thinking นะครับ

    จากที่ได้ลอง List ปัญหามาดู ผมได้ Reframe คำถาม How might we มาได้ดังนี้

    How might we design learning systems that compound knowledge rather than just accumulate it?

    แปลง่าย ๆ เลยคือ เราจะออกแบบระบบเพื่อต่อยอดองค์ความรู้ของเราได้อย่างไร ทีนี้เราก็รู้ Frame ของปัญหาแล้ว เราจะออกแบบระบบการเรียนรู้ของเราได้อย่างไร

    อย่างที่ทุกคนทราบกันดีอยู่แล้วว่า สมองของเราจัดเก็บความทรงจำเป็นสองประเภท ความทรงจำระยะสั้นและระยะยาว ย้อนไปสมัยเรียนถ้ายังจำกันได้ ท่องจำข้อสอบกันแทบตาย จำได้ไม่กี่วันก็คืนอาจารย์หมด 😂

    แล้วเราจะจำมันได้ยังไง บางคนจำเป็นภาพ สร้าง Mind Map บางคนจำเป็นเรื่องราว สร้าง Story ให้มัน ทุกคนมีรูปแบบในการจำไม่เหมือนกัน แต่ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบไหน สิ่งที่เหมือนกันคือการสร้างความเชื่อมโยง คำถามคือ ในสมัยที่ไม่มีแม้แต่คอมพิวเตอร์ ไม่มีเทคโนโลยี เค้าสร้างระบบในการจำหรือสร้างการเชื่อมโยงได้อย่างไร

    ขอแนะนำให้รู้จัก Niklas Luhmann นักสังคมวิทยา นักปรัชญาสังคมศาสตร์ และนักทฤษฎีระบบชาวเยอรมัน ผู้ตีพิมพ์หนังสือมากกว่า 50 เล่มและบทความมากกว่า 600 บทความ ผู้โด่งดังมาจากการจัดระบบ Luhmann’s Zettelkasten

    Luhmann กับ โน้ตของเขามากกว่า 90,000 โน้ต

    คำว่า “Zettel” ในภาษาเยอรมันแปลว่าชิ้นส่วนของกระดาษ หรือ กระดาษโน้ต คำว่า “Kasten” แปลว่า กล่องหรือตู้ ถ้าเอามารวมกันแล้วแปลตรงตัวจะแปลว่า “ระบบจดบันทึกและจัดการข้อมูลที่ใช้กระดาษโน้ตและกล่อง”

    เชื่อมั้ยครับว่า ระบบ Hyperlink ที่เรากด Click แล้วมันจะนำเราไปอีกหน้าเวปนึงอาจจะได้ไอเดียมาจาก Zettelkasten ก็ได้ครับ Disclaim ก่อนว่าอันนี้ผมคิดเอง😅

    สมัยนั้นไม่มีคอมพิวเตอร์ ในทุกโน้ตของเค้า เค้าวางระบบสร้างความเชื่อมโยงของโน้ตด้วยโค้ด ในกระดาษแต่ละแผ่นจะมีโค้ดตัวหนังสือผสมกับตัวอักษรที่เป็นตัวบ่งชี้โน้ตเพื่อเชื่อมโยงบทความหรือโน้ตที่มีความเกี่ยวข้องกัน

    กลับมาที่คำถาม แล้วเราจะออกแบบระบบการเรียนรู้ที่มันต่อยอดได้ง่ายได้อย่างไร ไม่ใช่แค่สักแต่ว่าเก็บ ๆ จด ๆ กลับมาหาก็ไม่เจอ จำไม่ได้ว่าเก็บไว้ไหน และแล้วผมก็ได้เจอทางออก 😌 …. ใช่แล้วครับ ระบบนี้สนันสนุนการจำแบบสร้างเรื่องราว

    https://www.norberthires.blog/zettelkasten-method/

    ในเรื่องของกลไลการจำระยะยาว เราจะจำได้ เราจะต้องสร้างความเชื่อมโยงระหว่างความทรงจำหนึ่งไปยังอีกความทรงจำหนึ่ง Zettelkasten ถูกออกแบบมาให้จัดการกับความเชื่อมโยงระหว่างเรื่องราวและไอเดียต่างๆ

    ผมชอบระบบนี้ตรงมันอธิบายกระบวนการคิดเราได้ตรงไปตรงมาดี เล่าแบบนี้ละกันครับจะได้เห็นภาพ

    เคยมั้ยครับ กำลังจะล้มตัวลงนอน เฮ้ย ไอเดียกระฉูด🤯 เปิดไฟหัวเตียง กระดาษปากกาอยู่ไหน มันต้องจด เดี๋ยวลืม เราเรียก Note ส่วนนี้ว่า Fleeting Notes (1) ใหม่มาก สดมาก ยังไม่ได้ย่อย

    หลังจากนั้นตื่นมาเช้าอีกวัน เราก็หยิบโน้ตที่เราจดเนี่ยแหละ ไปหาข้อมูลเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นการหา Research จากสิ่งพิมพ์ การเปิด Youtube ดู หรือแม้แต่ฟัง Podcast กระบวนการที่เราเอามาย่อยต่อนั้นเราเรียกว่า Literature Notes (2) ย้ำตรงนี้นิดนึงครับ เราอาจจะแปะ Keyword, tag หรือ Quote นั้นได้ แต่การย่อยนั้นมันควรจะมาจากการสรุปด้วยความเข้าใจของเราเป็นภาษาของเรามากกว่าการ Copy มาทั้งดุ้นจากแหล่งต้นทาง แน่นอนว่ามันใช้พลังในการย่อยค่อนข้างเยอะ แต่เชื่อมั้ยครับ มันจะทำให้เราจำได้ นอกเหนือไปจากนั้นเราควรเก็บแหล่งที่มาให้ชัดเจนในรูปแบบของ Citation Format หรือ References ในอนาคตเผื่อเรานำโน้ตนี้ไปใช้อ้างอิงเราจะได้อ้างอิงมันได้โดยง่าย

    หลังจากย่อยแล้ว Step ต่อไป ถ้าใครยังจำได้ในบทความแรก ผมได้กล่าวถึงการแชร์เรื่องราวดี ๆ มันต้องมีการตกตะกอนทางความคิดมี Input ก็ต้องมี Output วันนี้มีโอกาสขยายแล้วครับ 🥹 Output ทีว่าคือการที่เราเอาเรื่องที่เราย่อยหลาย ๆ เรื่องมาถ่ายทอดในมุมของเรา ให้เข้าใจง่าย ๆ อย่างตัวผมเอง Output คือบทความนี้ที่เล่าเรื่อง Second Brain ในมุมมองของผม เราเรียก Note นี่ว่า Permanent Notes (3)

    Input (1) + (2) = Output (3)

    https://hybridhacker.email/p/how-i-take-notes-mastering-the-basics

    Fleeting Note (1) + Literature Note (2) > Permanent Note (3)

    ในเนื้อหาของ zettelkasten จริง ๆ ยังมีรายละเอียดอีกเยอะครับ ในเรื่องของโครงสร้างของ Note ต่าง ๆ แต่ผมยังจะไม่ลงรายละเอียด ถ้าอยากศึกษาละเอียดแนะนำให้ไปอ่านเพิ่มตาม link ที่ผมแปะไว้ให้ครับ

    Introducing You a Second Brain

    ” A Second Brain enables you to recall everything you might want to remember so you can achieve anything you desire “

    Tiago Forte

    ครับจริง ๆ Zettelkasten ก็จัดเป็น Second Brain รูปแบบหนึ่งแบบ Paper based ลองคิดดูครับว่าเราจะต้องใช้ความพยายามขนาดไหนในการจัดเก็บและค้นหาข้อมูลแบบ Paper based ตามโครงสร้างของ Zettelkasten

    โชคดีที่เราเกิดมาในยุค Digital เราจึงสามารถจัดเก็บในรูปแบบ Digital Format ได้ สะดวกมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญเหนื่อยน้อยลงเยอะ 😁

    ปัจจุบันได้มี Application หรือ Software มากมายที่สร้างขึ้นมาตอบโจทย์ปัญหาดังกล่าว แต่ที่เป็นที่นิยมแพร่หลายผมคัดมาให้ 2 เจ้าหลัก ๆ คือ

    1. Notion – Cloud base ใช้ง่าย มี Template ให้เลือกเยอะ
    2. Obsidian – เก็บในรูปแบบ Markdown ไฟล์ทั้งหมดอยู่กับเรา

    อันนี้แล้วแต่ความชอบเลยครับ สำหรับผมตอนนี้ใช้ Obsidian อยู่เพราะชอบการที่ Obsidian ใช้ Markdown เป็น Format ในการจัดเก็บข้อมูลและสามารถเก็บใน Local Drive ของเราได้เลย เท่ากับว่าองค์ความรู้จะอยู่กับเราไม่ได้ฝากไว้กับคนอื่น ข้อเสียคือรายละเอียดเยอะ กว่าจะใช้เป็นใช้เวลานาน กะว่าจะลอง Notion ด้วยเหมือนกันว่า อันไหนใช้งานได้เข้ามือกว่า

    ตัวอย่าง Obsidian Vault

    ครับ ทีนี้พอเราได้แนวคิด วิธีการ และเครื่องมือที่ใช้ในการจัดการแล้ว ที่เหลือคือ ลงมือทำครับ พยายามฝึกใช้ เริ่มต้นอาจจะเริ่มจากการจดโน้ตง่าย ๆ ก่อน หลังจากนั้นถ้าเริ่มรู้สึกว่าโน้ตแต่ละเรื่องมันเริ่มงง เรียกดูยาก ค่อยไปจัดหมวดหมู่จัดแฟ้มมันทีหลัง ทำไปซักพักพอเริ่มจัดการไม่ไหว ค่อยเริ่มจัดระเบียบมัน หากรอบแนวคิดมาช่วยในการจัดการเช่น Zettlekasten PARA Method หรือ CODE แล้วแต่ความชอบ ส่วนตัวผมคิดว่าถ้าเราไปลอกรูปแบบของการจัดการของคนอื่นมากเกินไป เราจะรู้สึกว่า เครื่องมือมันไม่ได้ช่วยทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้น และพอมันยากเกินเราก็จะล้มเลิกมันไปในที่สุด

    สุดท้ายนี้อยากให้ลองทำดูก่อนครับ แล้วตัวเราในอนาคตจะขอบคุณเราในวันนี้

    ตั้ม ขอบคุณที่สร้างระบบไว้ในวันนี้มาก มันช่วยได้เยอะเลย (ตั้มในอนาคตไม่ได้กล่าวไว้ 😅)

  • Design Your Day

    วันดี ๆ ที่เราเลือกเอง

    เมื่อประมาณเดือนธันวาคมเป็นวันที่ผมต้องออกไปพูดหน้าแถวอีกครั้ง วันนั้นเป็นวันที่ผมตั้งใจเป็นพิเศษเพราะมารับตำแหน่งใหม่ในทีมใหม่ คำสัญญาที่ผมให้ไว้กับตัวเอง ณ วันนั้น แน่นอนว่าในองค์กรขนาดใหญ่ที่มีกฏระเบียบมากมาย แต่ในฐานะผู้นำทีม มันมีอะไรบ้างที่เราพอจะสร้างให้ทีมได้บ้าง นั่นคือคำถามที่ผมตั้งให้ตัวเอง ผมเลยถือโอกาส Friday Morning at 7.27 AM ใช้เวทีนี้ตั้งใจพูดให้ทีมตัวเองได้ฟังและหวังว่า มันพอจะสร้างความรู้สึกดีๆในการทำงานมากขึ้นไม่มากก็น้อย


    The whole is greater than some of it part

    Aristotle

    หลายๆคนคงจะเคยได้ยินบทความจาก Project Aristole ของ Google แนะนำว่าไปฟังของพี่แท็บ รวิศ Mission to the moon น่าจะถ่ายทอดได้ดีกว่าผมเพราะผมก็ฟังเฮียเค้ามาอีกที 😂 แปะ Link ไว้ให้แล้วครับ ส่วนถ้าใครไม่มีเวลาไปตามฟัง ผมขอพูดถึงเรื่องนึงที่ผมคิดว่าสำคัญสุดๆคือ Psychological Safety เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับจิตใจล้วนๆ แปลให้วิชาการหน่อยคือ ความปลอดภัยทางจิตวิทยา

    สาระสำคัญวันนั้นผมได้พูดถึงเรื่อง Psycological Safety ในที่ทำงาน ว่า จริงๆแล้วมันประกอบไปด้วย 5 สิ่ง

    1. Empathy – แปลง่าย ๆ คือ ใจเขาใจเรา ถ้าใครเคยอ่าน 7 habits of Highly Effective People น่าจะคุ้นๆกับ Habit ที่ 5 Seek First to Understand, Then to Be Understood. รับฟังอย่างเปิดใจ
    2. Honestly – ต้องมีความชัดเจนและโปร่งใส บรรยากาศในที่ทำงานที่ดี เกี่ยวกับงานหรือการวัดผล มันควรจะตรวจสอบได้ ไม่สร้างความเคลือบแคลงใจให้คนในทีม
    3. Individual – เคารพในความปัจเจกและความแตกต่าง ข้อนี้ถ้าเราอยู่ในโรงงานหรือองค์กรขนาดใหญ่ เรื่องของระเบียบหลาย ๆ อย่างอาจจะไม่ได้เอื้อต่อการแสดงออกของเรามากนัก อาจจะมีข้อจำกัดในส่วนนี้ แต่ส่วนที่เราควบคุมได้น่าจะเป็นความเคารพต่อคนในองค์กร หรือคนในทีม เคารพในสิ่งที่เค้าเป็น ไม่ตัดสิน
    4. Failure Culture – ข้อนี้ผมชอบมาก วันก่อนได้ฟัง The Diary Of A CEO with Steven Bartlett ตอนที่ Marc Randolph พูดถึงวัฒนธรรมของ Netflix (01.14:01) “Failing is not only okay, but it’s expected, and it is a good thing, and we learn from it.” ความล้มเหลวไม่ใช่แค่เป็นเรื่องที่โอเค มันเป็นเรื่องที่เราคิดอยู่แล้วว่ามันจะเกิด มันเป็นเรื่องที่ดี เพราะเราเรียนรู้จากความล้มเหลว ผมเชื่อว่ายิ่งล้มเร็วเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งรู้ข้อผิดพลาดของมันมากเท่านั้น Fail Fast, Learn Fast
    5. Productive Conflict – เดี๋ยวคนอาจจะเข้าใจผิดไปว่า เฮ่ย บรรยากาศการทำงานที่น่าอยู่ คือ ทุกคนไม่เถียงกันเลย ไม่ใช่เลยครับ ควรเถียงครับ ความขัดแย้งเป็นเรื่องที่ดี การถกเถียงกันเป็นเรื่องที่ดี แต่ทุกการเถียงกันมันต้องมีจุดยอม การยอมรับในการตัดสินใจเมื่ออีกฝ่ายมีเหตุผลรองรับที่ชัดเจนกว่า เป็นเรื่องที่จำเป็นมาก การมีน้ำใจนักกีฬาสำคัญมาก
    6. Toxic Behavior – เรื่องนี้ตรงไปตรงมาครับ ถ้ามีคนในทีม มีพฤติกรรม Toxic ต้องรีบเข้าไปแก้ อย่าปล่อยให้ส่งผลกระทบต่อคนอื่นในทีม เรื่องนี้แอบพูดง่ายทำยากครับ ในฐานะผู้นำของทีม มีความจำเป็นมากที่จะต้องแก้เรื่องนี้ให้ด่วนที่สุด เพราะมันอาจจะทำให้ Psychological Safety ที่พยายามสร้างมาพังไม่เป็นท่าเลยครับ

    แล้วมันเกี่ยวยังไงกับ Design Your Day หละ

    ที่ผมเกริ่นเรื่อง Psychological Safety นั่นคือปัจจัยภายนอกเท่านั้น ในโลกความเป็นจริง ถึงแม้เราจะพยายามแค่ไหน ที่ทำงานในอุดมคติมันมีจริงมั้ย เราต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าบรรยากาศในที่ทำงาน มันจะมีทั้งวันที่ดีและวันที่ไม่ดี มันจะมีวันที่เราทำตัวไม่น่ารักใส่คนรอบข้าง และถูกคนรอบข้างทำตัวไม่น่ารักใส่ เราควบคุมสภาพแวดล้อมได้จริงหรือ สุดท้าย Psychological Safety มันจะเกิดขึ้นได้จริงหรือ ถ้าทุกคนมีวันที่ดี สภาพแวดล้อมในวันนั้นจะดีตามมั้ย น่าคิดนะครับ คำถามคือ แล้ววันที่ดีมันเป็นยังไงนะ??

    ผมนึงถึงหนังเรื่องนึง Dead Poet Society (1989) หนังขึ้นหิ้งเรื่องนึง คำพูดติดปากของครูคีทติ้ง “คาเปเดียม” Carpe diem. หรือ Seize the day ถ้าจะให้แปลเป็นไทย ผมอาจจะหาคำที่สวยหรูมาอธิบายคำนี้ได้ยาก แต่จะพยายามครับ 😅 ฉวยห้วงเวลา (วัน) นี้ไว้ ในความหมายของคำนี้ในหนังอาจจะยิ่งใหญ่กว่ามาก ทำให้ทุกวันที่มีอยู่มีคุณค่าและพิเศษ คำถามคือ ที่พูดว่าเว่อร์ ๆ ขนาดนั้น มันจำเป็นจริง ๆ หรือ

    ลองนึกภาพตามครับเราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะแก่การทำงานสุด ๆ ไปเล้ย!!! ไฟลุกโชน Passion มาเต็ม อยากตื่นมาทำงานทุกวันจังโว้ย!!! เคยนับมั้ยครับ ว่ารู้สึกแบบนั้นได้กี่วัน ทำไมหลาย ๆ คนถึงพูดว่า ขอให้วันนี้เป็นวันที่ดี

    Passion is bullshit; energy is what really counts.

    ใช่แล้วครับ เรามีไอเดีย อยากจะทำโน่นทำนี่ คิดภาพฝันใหญ่โต อยากจะบริหารทีมแบบโน้น อยากจะทำแบบนี้ อยากทำงานนั้น อยากทำงานนี้ บลาๆๆ ตื่นมาอีกวัน หายหมด T T ผมคนนึงเชื่อว่าความรู้สึกนี้เคยเป็นกันทุกคน ผมเคยนึกตัดพ้อตัวเองอยู่พักใหญ่ ทำไมเรามันห่วยอย่างงี้วะ คิดก็ไม่ทำ ไม่เริ่มซักที

    หาเหตุผลเข้าข้างตัวเองอยู่นาน ก็หาไม่เจอ จนมาเจอว่าจริงๆ Energy หรือพลังงาน เป็นแกนหลักที่ผลักดันให้เรามีแรงในการทำงานในแต่ละวัน อย่างที่บอกครับ เกี่ยวกับจิตใจล้วนๆ มันจะมีวันที่เศร้า วันที่เครียด และวันที่สุข ปะปนกันไป ผมมาค้นพบว่า การเยียวยาของผมนั้นจะขึ้นอยู่กับ Energy หรือพลังงานในวันนั้น ๆ

    แล้ว Energy มันเกิดได้ยังไงนะ

    ขออ้างอิงบทความของคุณ ทอยอีกแล้ว Suddenly-talented พูดถึง Energy ไว้ว่า

    Energy คือ metric ที่สำคัญที่สุดในชีวิต ถ้ามีพลังงาน เราก็สามารถที่จะทำกิจกรรมต่างๆได้ ถ้าเมื่อไหร่ energy เป็นศูนย์ นึกภาพตัวเรานอนเป็นผักทันที

    Kasidis Satangmongkol

    Design Your Day แล้วทำยังไงถึงจะมีวันที่ดีนะ หลาย ๆ คนบอกอย่างเรียบง่ายมาก กินอิ่ม นอนหลับ พักผ่อนให้เพียงพอ เตรียมร่างกายให้พร้อมกับวันถัดไป 😶 ฟังดูไม่ซับซ้อนแต่โคตรยากเลยครับ โหพี่งานก็หนัก กลับบ้านมายังต้องคิดเรื่องโปรเจคนั่นโน่นนี้ จะหลับลงได้ยังไงครับ

    นั่นแหละครับ มันอยู่ที่เราสร้างสารตั้งต้นก่อนเริ่มวันใหม่ สารตั้งต้นนั้นก็คือ Energy

    Energy ถ้าจะให้อธิบายแบบเข้าใจง่าย ๆ คือ ถ้าชีวิตเรายุ่งเหยิง ความยุ่งเหยิงก่อให้เกิดความเครียด ความเครียดทำให้เราไม่มีแรงในการทำอะไร เพราะฉะนั้น วันวันนึงของเราขึ้นอยู่กับว่าเราออกแบบวันวันนั้นของเราได้อย่างไร

    เบิกตัวจำเลย Entropy 🙄

    นอกเรื่องอีกนิดนึงครับ 5555+ ปกติผมจะอ่านหนังสือประมาณ 30-45 นาทีก่อนนอน ไม่ถึงกับทุกวันหรอก พยายามอ่านให้เป็นนิสัย 😅 และเนื่องจากภาษาอังกฤษ ผมก็ไม่ได้แข็งขนาดนั้น ล่าสุดกำลังอ่านเรื่อง Flow: The Psychology of Optimal Experience by Mihaly Csikszentmihalyi แล้วคือเจอคำนี้บ่อยมาก Entropy ระหว่างที่เขียนบทความอยู่นั้น ก็ไปส่อง blog คุณทอย ก็ถึงบางอ้อเลยทีเดียว เป็นคำแปลที่ดีกว่าเปิด Dict อีก

    Entropy คือค่าที่ใช่วัด Chaos ความยุ่งเหยิงของระบบหนึ่งๆ ยิ่ง Entropy สูง Energy จะต่ำ

    งั้นแบบนี้เราสรุปได้มั้ยว่าถ้าเราจะมีวันที่ดีได้ Entropy เราต้องต่ำ งั้นเราต้องหาทางกำจัดความยุ่งเหยิงกันสินะ

    We suffer more in imagination than in reality

    Seneca

    นั่นแหละครับท่านผู้ชม คิดมาก ฟุ้งซ่าน กินไม่อิ่ม นอนไม่หลับ ตอบแบบรวบรัดตรงไปตรงมาเลยครับ เราจะควบคุมความรู้สึกนึกคิดของเราได้ยังไง ผมได้บังเอิญไปรู้จักและอ่านหนังสือของผู้เขียนท่านหนึ่งนามว่า Ryan Holiday สิ่งที่แกเน้นเลยคือปรัชญา Stoic ผมขอไม่ลงรายละเอียดในตัวปรัชญานี้เดี๋ยวจะรู้ว่าไม่ได้รู้ลึกอะไรมากมาย 😅

    Stoic เน้นย้ำว่า เราไม่สามารถควบคุมโลกภายนอกได้ แต่เราโฟกัสในสิ่งที่เราควบคุมได้เท่านั้น ร่างกายและจิตใจของเรา Seneca ได้ย้ำเตือนเรื่องนี้ว่าเราส่วนใหญ่ทุกทรมานในความคิดของเรามากกว่าความจริงที่เป็นอยู่ หลาย ๆ บทความอาจจะมีเขียนทางแก้ระยะสั้นเช่น ก่อนนอนให้จดเรื่องที่คิดและต้องทำออกมาเป็น To do list หรือ ไม่เล่นมือถือก่อนนอนครึ่งชั่วโมงเพื่อตัดแสงสีฟ้าและคลื่นรบกวน เพื่อเขาเหล่านั้นจะได้นอนหลับอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อตื่นเช้ามาอย่างมีพลัง

    Energy = Physical Power + Mental Strength

    กายพร้อม ใจพร้อม เราทำได้

    Vitamilk slogan

    คุ้นๆมั้ยครับ แค่นั้นเลยครับ เตรียมใจให้พร้อมในทุก ๆ วัน ทุกวันนี้ทำสองสิ่งหลัก ๆ ครับ ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ แล้วก็อ่านหนังสือเชิงบวก ทำยังไงก็ได้ให้ entropy เราต่ำที่สุด

    แต่ถึงแม้ว่าเราจะเติมพลังบวก เติมพลังงานมาอย่างเต็มเปี่ยม แต่สุดท้ายแล้วเราจะเจอกับสภาพแวดล้อมที่เราควบคุมไม่ได้อยู่ดี แต่เชื่อมั้ยครับถ้าคุณมีพลังทั้งทางกายและทางใจ ถึงแม้คุณจะเจอเรื่องแย่ๆ แต่คุณจะเลือกปฏิบัติกับทางเลือกหรือสถานะการตรงหน้าของคุณต่างออกไป

    Design Your Day มาออกแบบวันที่ดีของเรากันเถอะ ในตอนต่อไปอาจจะขอพูดถึงภาคปฏิบัติ How to สร้าง Good day กันนะครับ

    สุดท้ายนี้บทความจากพี่ถึงน้อง จากน้องถึงพี่ และทุกคนที่ยังต้องเผชิญกับความเครียด เจอ Bad Day เป็นกำลังใจให้นะครับ บรรยากาศการทำงานที่เราเลือกได้หรือเลือกไม่ได้ อาจจะไม่สำคัญเท่ากับ กายและใจ ของเราเอง ใจดีกับตัวเองกันบ้างนะ เติมพลังตัวเองให้พร้อม มาเปลี่ยน Bad Day ให้เป็น Good Day ไปด้วยกัน

    PS. ถึงจะเป็นบทความที่สอง ถ้าเนื้อหาไม่ต่อเนื่องหรือยังเรียบเรียงไม่ได้ดีเท่าที่ควร หรือเกิดข้อผิดพลาดประการใดต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ครับ

  • แล้วทุกอย่างมันก็เริ่มขึ้นในวันนั้น

    พี่แอน: ตั้ม วันนี้ตาตั้มนะ

    เสียงพี่แอนดังมาจากรีเซพชั่นทะลุผ่านบรรยากาศอันมืดสลัวเวลาประมาณ 7.00AM ไฟในออฟฟิศยังปิดอยู่

    พี่แอน: ตั้ม วันนี้ตาตั้มนะ

    ผม: ฮะ ครับ อะไรนะพี่แอน ตาอะไรครับ

    พี่แอน: เอ้า ตั้มไม่รู้หรอว่าตั้มต้องพูดหน้าแถวอะ

    ผม: หน้าแถวอะไรครับพี่แอน?

    พี่แอน: ก็ทุกวันศุกร์ ทีมบริหารต้องพูดหน้าแถวให้คนในโรงงานฟังไง (พี่แอนตอบด้วยความสุขุมใบหน้าอมยิ้มเหมือนสะใจเบาเบา – -” )

    ผม:อ่อครับ แล้วผมต้องพูดอะไรอะ

    พี่แอน: แล้วแต่ตั้มเลย มีเวลาให้ประมาณ 5 นาที แต่ส่วนใหญ่พี่ๆเค้าก็พูดเรื่องที่เกี่ยวกับแผนกเค้า ตั้มอยู่เซลล์ก็พูดเรื่องเซลล์ก็ได้นะ

    ผม: อ่อครับ

    Friday Morning at 7.27AM

    นี่คือที่มาของชื่อ Website แรกของผมครับ ทำไมต้องเช้าวันศุกร์ และทำไมต้อง 7.27AM นั่นคือเวลาหลังจากเต้นออกกำลังกายและเคารพธงชาติเสร็จ ถึงคิวที่ผู้ บอ (ผู้บริหารเรียกย่อๆ) ต้องออกไปพูดหน้าแถว

    เชื่อมั้ยครับว่า ผมผลัดวันประกันพรุ่งมานานมากกว่าจะเริ่มมาเขียน Blog เอาจริงๆมันมีหลายเหตุผลมากว่าทำไมถึงต้องมาเขียน Blog ผมขอเรียกมันว่า Journal ละกัน

    ย้อนกลับไปเรื่องเดิม ทุกวันศุกร์ช่วงเช้าที่ผู้บอจะต้องออกมาพูด ที่บริษัทผมมีพี่ๆประมาณ 8 คน นั่นเท่ากับว่า ทุกๆสองเดือนผมจะต้องหาเรื่องมาพูด ณ วันนี้ ผมอยู่ที่บริษัทนี้มาเข้าปีที่ 4 แล้ว เท่ากับว่าผมจะต้องเคยพูดหน้าแถวไม่ต่ำกว่า 15 ครั้ง ครั้งแรกๆที่ผมออกไปพูด เรียกได้ว่าผมแทบจะพูดแบบขอไปที ประหม่ามาก คิดอยู่อย่างเดียวว่าจะมีคนฟังรึเปล่า จะต้องพูดเรื่องอะไร แล้วต้องพูดยังไงดี

    เวลาผ่านไปเรื่อยๆ พอเริ่มปรับตัวจนชิน ตื่นเต้นน้อยลง แรกๆก็เล่าเรื่องทั่วๆไปเกี่ยวกับงานขาย เรื่องสำเพเหระทั่วๆไป จนวันนึงมันก็หมดเรื่องที่จะเล่า พอไม่มีเรื่องที่เกี่ยวกับงานให้เล่าแล้ว อาทิตย์นั้นถึงคิวผม ไม่รู้จะหาอะไรมาเล่า ผมเลยเอาเรื่องจาก Podcast หรือบทความที่ผมสนใจมาเล่าแทน

    วันนั้นผมเอาบทความจากคุณ รวิช หาญอุตสาหะ หนึ่งใน Idol ที่ผมเคารพรักผมจำวันนั้นได้ ผมเปิด Podcast ระหว่างขับรถมาทำงานตอน แค่เปลี่ยนวิธีคิดชีวิตก็ก้าวกระโดดบทเรียนจาก LeBron James | MM EP.2102

    พอมาถึงที่ทำงานผมก็พยายามแกะคำพูดของพี่เค้าเพื่อเตรียมจะไปพูดในเช้าวันศุกร์วันถัดมา ผมชอบบทความนี้มาก และเป็นครั้งแรกที่ผมตัดสินใจจะเล่าอย่างตั้งใจ ผมจดมันลงใน Note เพื่อไว้ใช้ซ้อมเวลาพูดจริง ผมใช้เวลาเตรียมตัวนานมาก เป็นครั้งแรกที่ออกไปพูดแล้วต้องจด Script

    แล้ววันนั้นมันก็ออกมาด้วยดีครับ เนื่องจากว่าผมซ้อมหลายรอบอยู่ ผมไม่แน่ใจว่าจะมีคนฟังผมอยู่มั้ย แต่วันนั้นรู้สึกดีจริงๆครับที่ได้พูด

    …………..

    แล้วเวลาก็ล่วงเลยผ่านไป ตัดภาพมาอีกทีที่งานเลี้ยงบริษัท ทุกคนสนุกไปกับบรรยากาศภายในงาน ซักพักมีพี่ที่เคารพรักอีกคนในแผนกเดียวกันเข้ามาทักผม

    พี่ชัย: “เออ พี่ตั้ม วันนั้นอะเรื่อง Lebron Jame พี่พูดดีมากเลยนะ น้องเค้าฝากชมมา”

    Happiness is only real when shared

    by Christopher McCandless

    เชื่อมั้ยครับ แค่คำพูดวันนั้น เปลี่ยนความคิดผมไปเลย หลังจากวันนั้น ทุก Content ที่ผมเตรียมไปพูด ผมตั้งใจทำเพื่อหวังว่า ถ้ามันมีคนฟังซักคน อย่างน้อยคนๆนั้นฟังอยู่ ผมก็มีกำลังใจแล้ว แล้วถ้าหากเรื่องราวนั้นๆไปจุดประกายชีวิตเค้า ทำให้เกิดสิ่งดีๆขึ้นในชีวิตของเค้าก็คงจะดีไม่ใช่น้อย

    ความสุขที่เกิดจากการแบ่งบันมันรู้สึกดีอย่างงี้นี่เอง ผมไม่แน่ใจว่ามันคือความเห็นแก่ตัวรึเปล่า การเสพติดความรู้สึกดีๆแบบนั้น หลายๆคนคงจะมีความรู้สึกแบบเดียวกัน

    ผมว่าเกือบทุกคนที่ออกมาทำ Podcast หรือเขียน Blog น่าจะมีเป้าหมายไม่ต่างกันเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ต้องการจะจำเรื่องราวดีๆ และส่งต่อเรื่องราวดีๆนั้นต่อ ผมก็เช่นเดียวกัน การส่งต่อเรื่องราวดีๆมันมีหลายครั้งที่อยากจะเล่า แต่ก็จำแหล่งอ้างอิงไม่ได้

    ผมจึงเชื่อเสมอว่าการจะแชร์เรื่องราวดีๆ มันต้องมีการตกตะกอนทางความคิด แต่การที่เราจะทำแบบนั้นได้ ผมบังเอิญไปอ่านเจอวิธีชื่อว่า Bloom’s Taxonomy of Learning โดย Benjamin S. Bloom การจำเกิดจากความเข้าใจ นำไปใช้ วิเคราะห์ ประเมินผล จบด้วยการสร้าง มี Input ก็ต้องมี Output เข้าใจว่า Output หรือการสร้างมีได้หลายประเภท Podcast และ Blog ก็เป็นหนึ่งในวิธีการเหล่านั้น เอาเข้าจริงๆผมยังไม่มีความมั่นใจในการทำ Podcast ขอเริ่มฝึกเขียนและแชร์เรื่องราวดีๆก่อนแล้วกัน

    คุณทอย กษิดิศ เจ้าของ Page DataRockie เป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจให้ผมขุดตัวเองขึ้นมาทำ Website และเขียน Blog ผมได้อ่านบทความเรื่อง Suddenly TALENTED เป็นบทความที่อ่านแล้วรู้สึกได้เลยว่าเขียนและถ่ายทอดได้อย่างดีมาก คุณทอยน่าจะตั้งใจถ่ายทอดบทความนี้มาสุดๆ แนะนำให้ไปอ่านอย่างมากครับ

    ทักษะที่สำคัญที่สุดของยุคนี้คือ Writing Skill ยิ่งเราเขียนเก่งเท่าไหร่ ยิ่งมีโอกาสในชีวิตมากขึ้นเท่านั้น

    คุณทอย DataRockie

    ในขณะที่กำลังพิมพ์อยู่ที่ ผมยังมีความกล้าๆกลัวๆและตื่นเต้นที่จะกดปุ่ม Publish อยู่เลย ขอบคุณรวิชและคุณทอยที่เป็นส่วนหนึ่งของสารตั้งต้นให้ลงมือทำ ขอบคุณทุกๆเหตุปัจจัยที่ทำให้ผมได้เริ่ม Bucket List ชิ้นใหญ่ชิ้นที่สองของตัวเองหลังจากเรียนจบโทในวัย 38 ขวบ (อายุเกือบมากกว่าอาจารย์ T T) ขอบคุณทุกโอกาสที่เข้ามาในชีวิต ขอบคุณตัวเองที่ connect the dot เรื่องราวชีวิตไปเรื่อยๆ ขอบคุณความอยากรู้อยากเห็นของตัวเอง

    ตั้ม อีก 5 ปี 10 ปีเข้ามาอ่านจุดเริ่มต้นในวันนี้นะ ขอให้ตอนนั่งอ่านอมยิ้มกับตัวเองอยู่ : )

    ตั้ม Friday Morning @ 7.27

    PS. บทความนี้เป็นบทความแรกที่เริ่มเขียน ถ้าเนื้อหาไม่ต่อเนื่องหรือยังเรียบเรียงไม่ได้ดีเท่าที่ควร หรือเกิดข้อผิดพลาดประการใดต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ครับ

    Leave a Reply